พูดถึง Polk Audio การประชาสัมพันธ์จะเน้นไปทางจัดเป็นซิสเต็มสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ มากกว่าลำโพงฟังเพลง แต่จริงๆ รากเหง้าของแบรนด์ คือหนึ่งในผู้ผลิตลำโพงของอเมริกาที่มีประสบการณ์กว่าครึ่งศตววรรษ จากปรัชญาการสร้างลำโพงฟังเพลงคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จนกลายเป็นกระแสช่วงยุค 70s-80s นักเล่นรุ่นเก๋าจะรู้จัก Polk SDA (Stereo Dimensional Array) กันเป็นอย่างดี เป็นลำโพงที่ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีมากในสมัยนั้น โดยเฉพาะในการสร้างมิติเสียงที่แตกต่างจากคู่แข่ง

คอนเทนต์ในปัจจุบันมีความหลากหลาย ทั้งการฟังเพลง ชมภาพยนตร์ และเล่นเกม ลำโพงก็ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ แน่อนว่ายิ่งดีก็ยิ่งแพง แต่ไม่ใช่กับ Polk Audio เพราะแก่นแท้คือ การทำให้เทคโนโลยีระดับสูงเข้าถึงได้ง่าย เช่นเดียวกับ SDA ในอดีตที่เคยเป็น

โดยเฉพาะลำโพง Legend series เรือธงปัจจุบันของ Polk ถือว่าครบเครื่อง คุณภาพดีมาก ส่วนตัวผู้เขียนเคยได้ฟังทั้ง L100 และ L800 แม็ตชิ่งกับเพาเวอร์แอมป์ดีๆ ลำโพงไฮเอ็นด์ที่แพงกว่าก็อาจมีแอบมองค้อน น่าเสียดายที่ในบ้านเราขาดการทำตลาดไป แต่อย่างน้อยก็มี Reserve series เป็นทางเลือก สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสของดีราคาไม่แรง

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยนำวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Polk กลับสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คือ การสนับสนุนจากศูนย์วิจัย Acoustic Research and Development (ARAD) ของ Sound United ที่มีทั้งห้องไร้เสียงสะท้อนที่ก้าวหน้าขั้นสูง และเทคโนโลยีการวัดเสียงที่แม่นยำ โดยมีหัวหอกคนสำคัญคือ Scott Orth หัวหน้าทีมวิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังตำนานลำโพง SDA และเป็น Director of Audio Acoustical Systems กำหนดคอนเซ็ปต์ของ Reserve series ให้มุ่งเน้นสองประเด็นหลัก

  1. ความแม่นยำของเสียง – เน้นการตอบสนองความถี่ที่เป็นกลาง (neutral) โดยเฉพาะในย่านมิดเรนจ์ ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่หูมนุษย์มีความไวมากที่สุด ให้เสียงกลางที่นุ่มนวล มีรายละเอียดครบถ้วน
  1. ความคุ้มค่า – ใช้ไดรเวอร์จากซีรี่ส์เรือธง Legend ทั้งหมด พร้อมออกแบบส่วนประกอบอื่นๆ ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพเสียงระดับเรือธง โดยมีราคาที่เข้าถึงได้

“เปรียบให้เห็นภาพ ซีรี่ส์เรือธง Legend ก็เหมือนรถยนต์กลุ่ม D segment อย่าง Toyota CAMRY ขณะที่ Reserve คือ Altis ในกลุ่ม C segment ที่มีออปชั่นและขนาดกำลังเครื่องยนต์น้อยกว่า แต่ยังคงสมรรถนะใกล้เคียงกัน”

ลำโพง Reserve series ได้การรับรองมาตรฐาน IMAX® Enhanced รวมถึง Hi-Res Audio “ทุกรุ่น” ตั้งแต่ Bookshelf ตัวเล็กสุด ไปจนถึง Tower รุ่นท็อป และสามารถนำไปจัดชุดโฮมเธียเตอร์ร่วมกับ Legend series ได้อย่างกลมกลืน ตู้ลำโพงมีให้เลือก 3 สี คือ ดำด้าน ขาวด้าน และ ลายไม้วอลนัท แบ่งออกเป็น 9 รุ่นย่อย ได้แก่…

  • ลำโพงตั้งพื้น R700 ตัวท็อปของซีรี่ส์, R600 รุ่นรอง, R500 รุ่นเล็กสุด
  • ลำโพงวางขาตั้ง R200, R100
  • ลำโพง LCR แชนเนล R350 และเซ็นเตอร์แชนเนล R300
  • โมดูล height effects R900 สำหรับระบบ Atmos ติดตั้งบนลำโพงหลัก หรือติดผนัง

ท่ามกลางลำโพงทั้งหมดของ Reserve series รุ่น R500 คือลำโพงทาวเวอร์ที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะมันคือการพิสูจน์ว่าลำโพงไซส์เล็กสามารถให้เสียงเบสได้เกินความคาดหมายของทีมวิศวกร และสามารถทำงานได้ดีกับแอมป์ class D ขนาดเล็ก และเอวี รีซีฟเวอร์ทั่วไป แม้เป็นลำโพง 4 โอห์มก็ตาม

ดีไซน์ของตู้เป็นแบบหน้าแคบ แต่ลึก ผลิตจาก MDF หนา การลบเหลี่ยมสันของตู้กับผิวสีไม้วอลนัต ทำให้ดูมีความเป็นสแกนดิเนเวียนนิดๆ โครงสร้างภายในใช้เทคนิค CRC (Cabinet Resonance Control) คาดโครงแบบ point-to-point บริเวณตู้ส่วนมิดเรนจ์ ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์ชุบนิกเกิลคุณภาพสูงแบบซิงเกิลไวร์ พร้อมขาตั้งและชุดสไปก์รองลำโพงขนาดใหญ่ ออกแบบมาแข็งแรง มีฐานที่กว้าง สามารถวางลำโพงได้นิ่งและมั่นคง

ออกแบบเป็นลำโพง 2 ทาง จัดเรียงไดรเวอร์แบบ TMM (ทวีตเตอร์/มิดเรนจ์/มิดวูฟเฟอร์) จุดตัดครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คอยู่ที่ 2500Hz ซึ่งค่อนข้างต่ำ เนื่องจากใช้วูฟเฟอร์ขนาดเล็กจึงต้องการจุดตัดที่ต่ำเพื่อให้ทวีตเตอร์รับช่วงความถี่กลางได้สมบูรณ์ ลดภาระการทำงานของวูฟเฟอร์ ทำให้เสียงร้องหรือเสียงเครื่องดนตรี เช่น ไวโอลิน แน่น และมีรายละเอียด

  • Pinnacle Ring Radiator: ทวีตเตอร์เจเนอเรชั่น 3 ขนาด 1 นิ้ว ที่ตอบสนองความถี่สูงถึง 40kHz คุณลักษณะทั่วไปของทวีตเตอร์โดมมีความเข้มเสียงในแนวแกน (on-axis) มากกว่านอกแกน (off-axis) จึงมีการดีไซน์ waveguide ทรงกรวยทิปโทติดตั้งไว้ตรงกึ่งกลางทวีตเตอร์เพื่อควบคุมการกระจายเสียง โดยเฉพาะการเพิ่มมุมการกระจายเสียงในแนวนอน ทำให้ sweet spot กว้างขึ้น
  • Turbine Cone: มิดเรนจ์/มิดวูฟเฟอร์ ขนาด 5.25 นิ้ว กรวยโพลีโพรพีลีนที่มีแกนโฟมจากกระบวนการฉีดขึ้นรูปพิเศษ ให้คุณสมบัติในการแดมปิ้งที่ดีเยี่ยม มีเอกลักษณ์คือ ครีบกังหัน (Turbine) เจ็ดจุดบนกรวย ซึ่งไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นเทคนิคในการเพิ่มความแกร่ง โดยไม่เพิ่มมวล ลดการต้านอากาศ ทำให้วูฟเฟอร์ขยับตัวแบบลูกสูบอย่างแม่นยำ
  • X-Port: เบสพอร์ตที่มีโครงสร้างคล้ายทอร์พิโดอยู่ตรงกลางท่อ กระบอกผิวด้านมี Eigentone Filter Technology (ETF) ทำหน้าที่ดักจับและสลายความถี่รบกวนย่านกลางต่ำที่เกิดจากตัวตู้และพอร์ต ทำให้เสียงกลางเคลียร์ชัดเจน ทุ้มหนักแน่น แต่ไม่บวม

R500 เป็นลำโพงทาวเวอร์ที่เซ็ตอัพง่ายมาก มีความอ่อนไหวต่อตำแหน่งการจัดวางไม่มาก เนื่องจากท่อ X-port ให้เบสที่สะอาด ตอบสนองเร็ว มีเอฟเฟกกับการวางลำโพงชิดพนังด้านหลังหรือด้านข้างน้อย ซึ่งสอดคล้องกับการจัดวางในห้องทั่วไปของยุคนี้ โดยเฉพาะใครที่อยากได้ลำโพงทาวเวอร์ แต่มีพื้นที่จำกัด ในขณะเดียวกัน สำหรับห้องที่มีพื้นที่มาก การวางลำโพงหนีผนังออกมามากหน่อยก็จะได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น โดยไม่สูญเสียน้ำหนักเสียงย่านความถี่ต่ำ แต่ถ้าห้องมีขนาดใหญ่สัก 30 ตร.ม.  ขึ้นไป การขยับไปรุ่น R600 หรือ R700 จะเหมาะสมกว่า

หลังจากติดตั้งขารองและชุดสไปก์แล้ว อย่าลืมเอา rubber feet หนาๆ ที่หุ้มสไปก์ทั้งสี่จุดออกด้วย เสียงจะโปร่งสะอาดขึ้น จากนั้นค่อยตั้งระดับน้ำที่ขารอง มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ลำโพงคู่นี้ไวต่อการโทอิน หากวางระยะห่างจากกันเกิน 1.8 เมตร ต้องการมุมโทอินสัก 15-20 องศา คือถ้าลากเส้นตรงจากหน้าลำโพงทั้งสองข้างมายังตำแหน่งนั่งฟัง ก็ให้จุดตัดของเสียงอยู่ด้านหลังศีรษะห่างจากตำแหน่งนั่งฟังสัก 1 เมตร จะให้ความชัดเจนของอิมเมจที่มีมิติตื้น-ลึก ดีกว่าการวางแบบหน้าตรง นอกจากนี้ ถ้ารู้สึกว่าทุ้มมีอาการโด่งบางช่วง สามารถใช้การ “tilt up” หรือการเชิดหน้าลำโพงขึ้นเล็กน้อย ด้วยการปรับระดับสไปก์ด้านหน้าช่วยได้

เรื่องการแมตชิ่ง R500 มีความไว 87dB ต้องการกำลังขับระหว่าง 25-200 วัตต์ เท่าที่ลองจับคู่กับอินทิเกรตแอมป์ Bryston B60 คลาส AB กำลังขับ 60 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม / 100 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม เปรียบเทียบกับการใช้ B60 เป็นปรีแอมป์ แล้วต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์ Matrix Element P2 คลาส D กำลังขับ 110 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม / 230 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม แม้ตัวหลังมีค่าตัวถูกกว่า Bryston ประมาณครึ่ง แต่ขับ R500 ออกมาได้โปร่งใส มีไดนามิกชัดเจนกว่าในทุกช่วงระดับความดัง แสดงว่าลำโพงคู่นี้ต้องการแอมป์ที่มีตัวเลขวัตต์สูงไว้ก่อน อย่างน้อย 100 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม ขึ้นไป

สรุปตามที่ผู้ผลิตเคลมว่า เหมาะกับอินทิเกรตแอมป์หรือเอวีรีซีฟเวอร์ทั่วไป แต่ยังไงก็ต้องคำนึงถึงตัวเลขกำลังขับที่เหมาะสมเอาไว้ด้วย เพื่อให้ลำโพงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามที่ออกแบบมา เชื่อเถอะว่า มันเสียงดีกว่ากันเยอะ!

เมื่อทุกอย่างลงตัว ลำโพงคู่นี้ให้คุณภาพเสียงสมดุลในหลายด้าน ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ความ “แม่นยำ ราบรื่น และ ไพเราะ” ไม่มีช่วงความถี่ใดเกินเลยจนกลบช่วงอื่น รักษาเรื่องรายละเอียดเอาไว้ได้ครบถ้วน โดยไม่ต้องแลกกับเนื้อเสียงที่บอบบาง บุคลิกส่วนตัวในแง่โทนัลบาลานซ์ค่อนไปทางดาร์กนิด ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่เล็กน้อย จะว่าไปโทนเสียงแบบนี้ คล้ายกับลำโพงช่วงยุค 80s ที่เพิ่มความโปร่งใสเข้ามาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้ฟังเพลงได้หลากหลายตั้งแต่คลาสสิคยันร็อก ไม่เกี่ยงคุณภาพการบันทึกมากนัก โดยยังคงความชำแหละแจกแจงอยู่ในที



เสียงกลางของ R500 นับเป็นจุดเด่นที่สุด ให้ความชัดเจน มีตัวตน และมีย่านกลางต่ำที่แน่น ทำให้การจำลองตำแหน่งของนักร้องและเครื่องดนตรีภายในเวทีเสียงขึ้นรูปชัดเจนในอากาศ  ซึ่งความชัดเจนนี้มีลักษณะแตกต่างจากลำโพงฝั่งอังกฤษที่ออกไปทางโปร่ง R500 มีเนื้อเสียงที่ทึบเข้ม พร้อมการตอบสนองที่ฉับไว มีความสดแฝงอยู่ในน้ำเสียงอย่างเหมาะสม อัลบั้ม Autumn Leaves – Jacintha เสียงร้องมีความชัดถ้อยชัดคำ พร้อมรายละเอียดหยุมหยิม ถ่ายทอดอารมณ์ของเสียงร้องออกมาได้ดี แสดงความแตกต่างระหว่างเสียงเบาและเสียงดังออกมาได้ละเอียด


ความนุ่มนวล เมื่อฟังเพลงที่มีเบสหนักอย่างแทร็ค Dead Already – Thomas Newman / American Beauty OST. จะได้ยินการทอดตัวของเสียงทุ้มที่ลงไปได้ลึกพอควร และคุมจังหวะได้แม่นยำไม่อืดอาดหรือเบลอ ให้ความราบรื่นของเสียงทุ้มเชื่อมต่อกับย่านกลางแหลมอย่างกลมกลืน จับทิศทางการวิ่งของคลื่นพลังงานเสียงทุ้มได้ชัดเจน

เสียงแหลมของ R500 มีความสดกำลังดี ไม่สว่างเหมือนทวีตเตอร์โดมโลหะ แต่ก็ไม่ทึบขาดประกาย แรกฟังอาจรู้สึกว่าเสียงแหลมค่อนข้างราบเรียบ แต่เมื่อฟังต่อเนื่องหลากแนวเพลงจะพบว่า ครบถ้วนทั้งรายละเอียดและฮาร์โมนิกของโน้ต ทำให้เสียงแหลมไม่แห้ง แทร็ค You Look Good To Me – The Oscar Peterson Trio ถ่ายทอด timbre ของเครื่องดนตรีได้ดี เสียงเคาะไทรแองเกิลกังวานอ้อยอิ่ง มีไทมิ่งกำลังเหมาะ เสียงค้อนที่กระทบสายเปียโนมีหนักเบาผสานความนุ่มนวล ตัดกับเสียงไล้ฉาบที่มีความกัดหูเล็กน้อย

เวทีเสียงโอ่อ่าเกินขนาดของลำโพง เมื่อฟังแทร็ค Betelehemu (Arr. W. Whalum) – Turtle Creek Chorale ลำโพงสามารถแสดงให้เห็นถึงชั้นความลึกของวงคอรัสที่ลึกเข้าไปในเวทีเสียงได้เกินตัว  ลำโพงสามารถแสดงตำแหน่งของเครื่องดนตรีต่างๆ ในเวทีเสียงได้อย่างชัดเจนไม่คลุมเครือ แม้แต่เครื่องดนตรีที่อยู่บริเวณขอบของเวทีเสียงก็ยังรักษาความคมชัดไว้ได้ดี ที่น่าประทับใจคือ มิติด้านสูงของเวทีเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาลำโพงที่ทำได้ดียาก แต่ R500 ถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสได้อย่างน่าประทับใจ

สุดท้ายคือ ไดนามิกเรนจ์ สอดคล้องกับการผ่านมาตรฐาน IMAX Enhanced ผลพลอยได้ในการฟังเพลง คือ ลำโพงสามารถรองรับไดนามิกเรนจ์กว้างได้ดีเป็นพิเศษ แทร็ค J. Strauss II: Explosions Polka, Op. 43 ค่าย Telarc ขนาดวูฟเฟอร์ 5.25 นิ้วแบบนี้ เสียงยิงปืนใหญ่ช่วงต้นเพลงก็ไม่ได้สะทกสะท้าน แม้จะเร่งโวลุ่มขึ้นสูงกว่าปกติที่คุ้นเคย ให้อิมแพ็คที่หนักหน่วงเอาเรื่อง ช่วงที่เสียงแผ่วเบาก็ยังได้ยินรายละเอียดครบ พอไล่ระดับขึ้นไปถึงจุดที่ดนตรีโหมกระหน่ำ ทุกเสียงยังคงชัดเจนไม่คลุมเครือ ไม่ปรากฎอาการพร่าเพี้ยนของเสียงให้ได้ยิน รักษาสมดุลของเสียงตั้งแต่ระดับโวลุ่มเบาไปหาดังได้ในช่วงกว้างมาก

ในโลกที่ลำโพงไฮเอนด์มีราคาสูงลิ่ว Polk Audio Reserve R500 ปรากฏตัวเสมือนทางเลือกที่ลงตัว ไม่ใช่ลำโพงที่ฟังแล้วเกิดอาการตะลึงในทันที แต่เป็นลำโพงที่จะค่อยๆ เผยเสน่ห์ผ่านการฟังอย่างต่อเนื่อง เป็นการพิสูจน์ว่าลำโพงทาวเวอร์ไซส์เล็กสามารถมอบคุณภาพเสียงเกินตัวได้อย่างน่าทึ่ง เปรียบเสมือน “ยักษ์เล็ก” ที่ซ่อนพลังไว้ภายใน ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ และได้เทคโนโลยีระดับเรือธงถ่ายทอดลงมาน็นพิเศษH

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่แต่งแต้มความสว่างหรือความอุ่นจนเกินพอดี หรือนักเล่นที่มีพื้นที่จำกัด แต่ต้องการลำโพงทาวเวอร์เอนกประสงค์สักคู่ เอาไว้เป็น “สารตั้งต้น” ในการเริ่มก้าวเข้าสู่วงการออดิโอไฟล์ และเป็นลำโพงที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับซิสเต็มได้ เพราะ R500 จะเผยศักยภาพมากขึ้นเมื่อจับคู่กับอุปกรณ์ที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลำโพงในเร็ววัน ADP

Polk Audio Reserve R500
ราคา 49,900 บาท/คู่

จัดจำหน่ายโดย
บริษัท อินเวนทีฟ เอวี จำกัด
โทร 0-2238-4078-9